[SP*] My Faith ....
posted on 19 Oct 2009 06:33 by karake in 13-Special
+
+
.
.
.
.
My Faith .........
.
.
.
ในหนึ่งชีวิตของคนเรา ผ่านพ้นช่วงเวลามากมาย ทั้งทุกข์ เสียใจ ร้องไห้ .. และแม้แต่การยิ้ม
เราเดินทางผ่านเรื่องราวนับ 100 นับ 1000 จนไม่อาจจดจำได้ บางเรื่องราวเคยเสียใจจนไม่นึกอยากมีชีวิตอยู่ บางเรื่องราวก็เป็นสุข เสียจนคิดว่าแทบจะเป็นความฝัน และบางเรื่องราวก็ติดแน่นจนแกะไม่ออก
เคยไหม ที่จะนึกมองย้อนไปยังเวลาที่ผ่านมา ไม่ต้องถึงกับตั้งแต่เกิด ไม่ต้องถึงกับครั้ง เมื่อยังเป็นเด็ก หากแต่เมื่อปีนี้ ตอนนี้ วัยนี้ หรือบางครั้งก็แค่ เมื่อวาน
มีไหม ... ที่เมื่อวานกับวันนี้มันต่างกัน ... เสียจนอยากจะเรียกเมื่อวานว่า .... อดีต ....
+
เมื่อวานเรายิ้ม เราหิว เราง่วง เราร้องไห้
วันนี้เรายิ้ม เราหิว เราง่วง เราร้องไห้
ชีวิตมนุษย์ เหมือนเทปที่ฉายซ้ำๆ เหมือนหนังเรื่องเดิมที่ยังคงดำเนินไปเงียบๆ
มีเพียงสิ่งเดียวที่ขยายตัวขึ้นช้าๆ นั่นคือการเติบโต
เมื่อวานเรายิ้ม เราหิว เราง่วง เราร้องไห้
แต่วันนี้ เราโตขึ้นมากกว่าเมื่อวาน 1 วัน
นั่นแหละที่ทำให้เทปม้วนเดิม และหนังเรื่องเดิมนั้นแตกต่างกัน ....
+
ทุกครั้งที่มองย้อนกลับไปในอดีต คาราเกะมักจะคิดเสมอว่า "เราไม่เคยโตขึ้น หรือเราโตพอมานานแล้ว"
รู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองเมื่อครั้งมัธยมปลาย กับตัวเองในตอนนี้ ไม่ได้แตกต่างกันเลย
เคยเป็นคนใจเย็นยังไง ก็ยังคงเป็นอยู่แบบนั้น
เคยเป็นคนมีเหตุผลต่อสิ่งรอบตัวยังไง ก็ยังคงเป็นอยู่เสมอมา
เคยเงียบเมื่อโมโห เคยเดินหนีเมื่อเสียใจ แทนที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา ก็ยังทำอยู่ไม่เปลี่ยน
เคยเป็นมองทุกอย่างด้วยใจ ด้วยความรู้สึก .... ก็ยังเป็นเช่นเคยมา ...
เคยมีคนบอกว่า "พี่เกะใจเย็นดีนะ เป็นผู้ใหญ่ด้วย"
มันอาจจะดูดีมั้ง ? หรือมันอาจจะดีในสายตาใครต่อใคร
ผู้ใหญ่ .. และความใจเย็น ..
รู้แต่เพียงว่า เมื่อโมโหจะไม่ดุด่าว่ากล่าวตรงๆ แต่เลือกจะหลบมุมร้องไห้
เมื่อเสียใจจะไม่ร้องไห้ออกมาดังๆ แต่เลือกจะอยู่เงียบๆแล้วฟังเพลงที่ชอบ
เมื่อต้องเลือกอะไร จะเลือกด้วยเหตุผลก่อนเสมอ
เป็นแบบนี้มาตลอด เป็นมาตั้งแต่จำความได้
อาจจะเพราะไม่เคยโตขึ้น ... หรือไม่ก็โตพอมานานแล้วก็ไม่อาจรู้ได้เช่นกัน ....
ไม่เคยไม่ชอบตัวเอง ไม่เคยคิดว่าตัวเองแย่ ไม่เคยคิดว่าตัวเองเลวร้าย
ตรงกันข้าม กลับรักตัวเองมาก มากเท่าที่ใครสักคนจะรักตัวเองได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม .....
การเป็นตัวของตัวเองมาตลอด ทำให้คนเรามักจะหลงคิดว่ากูดีแล้ว กูเริ่ดแล้ว
ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องเปลี่ยนอะไร ไม่เลย
จนวันนึงที่ได้เจอ ....
+
ใครสักคน เคยบอกว่า "เราชอบที่เธอเป็นเธอ ชอบที่คาราเกะเป็นคาราเกะ"
และใครคนนั้นก็บอกว่า "เธอทำร้ายเรา .... เพราะเธอเป็นเธอ ..."
.
.
เคยรู้สึกหมดศรัทธาในตัวเองไหม? เชื่อว่าต้องมีสักหนึ่งครั้งในชีวิตที่ทุกคนต้องมี
ศรัทธาที่เคยมี เคยเป็น เคยมั่นใจ
เคยคิดมาเสมอว่า เรา เป็นของ เรา แบบนี้แหละ เราที่เป็นเรา
เมื่อมาถึงวันหนึ่งที่รู้สึกขึ้นมาได้ว่า หรือเราจะทำอะไรผิดไป
หรือความเชื่อมั่นทั้งชีวิตของเรามันผิดมาโดยตลอด
หรือความเป็นตัวของตัวเรานั้น ที่จริงไม่ได้วิเศษอะไรเลย
หรือว่าแท้ที่จริง ... เรามันไม่ดีเอาเสียเลย ....
พอมองย้อนกลับไปยังวันที่ยิ้มกว้างมากที่สุดเมื่อไหร่ กลับรู้สึกว่าวันเวลาเหล่านั้นอยู่ไกลออกไปราวกับเรื่องราวในอดีต
เรื่องราวที่ไม่มีเทปเก็บไว้ หนังที่ฉายจบไปแล้ว
และเราไม่ได้เก็บสำเนาเทป หรือเก็บมันลงซีดีเอาไว้เลย ....
มันฉายจบแล้ว และผ่านไป ..
โดยที่กลับไปแก้ไขไม่ได้ ดูซ้ำไม่ได้ แตะต้องไม่ได้
นอกจากนั่งคิดถึงมันด้วยความเจ็บปวด และยอมรับในสิ่งที่ผ่านไปแล้วเท่านั้น .....
ใครสักคน เคยบอกว่า "คาราเกะถูกเสมอ คาราเกะไม่เคยผิด"
และใครคนนั้นก็บอกว่า "เธอทำร้ายเรา ..."
+
เคยคิดและตั้งใจกับตัวเองเสมอว่า จะไม่ทำให้ใครต้องร้องไห้
ไม่ว่าใครต้องการ จะยิ้มกว้างๆให้ และบอกว่า "ไม่เป็นไร"
ไม่ว่าใครถามจะตอบ ไม่ว่าใครรักจะรัก
ถ้าเกลียดจะหลีกเลี่ยง .... ถ้ารักจะเข้าใกล้
ถ้ามาปรึกษา จะให้เท่าที่ให้ได้ ถ้าขอความช่วยเหลือจะทำจนสุดความสามารถ ...
เค้าว่ากันว่า สภาพแวดล้อมทางครอบครัวหล่อหลอมคนเราในแบบที่แตกต่างกันออกไป
พ่อแม่ พี่น้อง ... การเลี้ยงดู
เพราะเคยรู้เสมอว่าการไม่ได้รับการเข้าใจเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมาก มากกว่าสิ่งใด
เมื่อมีใครสักคนไม่เข้าใจในสิ่งที่เราทำอยู่ มันเจ็บปวดกว่าการถูกตะโกนด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย
เพราะรู้เสมอว่า เมื่อคนส่ายหน้าไม่เห็นด้วย ในสิ่งที่เราคิดว่ามันยิ่งใหญ่ ทำให้อยากจะร้องไห้ ทำให้รู้สึกแย่ราวกับยืนคนเดียวบนโลก
เมื่อมีใครสักคนบอกในสิ่งที่ดูแปลกไปสำหรับทุกคน บอกสิ่งที่ไม่น่ายอมรับได้ บอกสิ่งที่ทุกคนต้องพูดว่ารับไม่ได้ เลยมักจะยิ้มแล้วตอบว่า "เราเข้าใจ"
เพราะว่าทุกคนล้วนมีเรื่องที่คนอื่นไม่อาจจะเข้าใจ ..... และเมื่อไม่เข้าใจ จึงไม่ควรพาลไม่ยอมรับ
เข้าใจแล้วหรือ ถึงได้ไม่ยอมรับสิ่งเหล่านั้น ?
"เข้าใจ" ในความหมายของคาราเกะ จึงไม่ได้หมายถึง "เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น" แต่หมายถึง "เราเข้าใจตัวเธอ"
เพราะว่าเป็นคนแบบนี้มาตลอด เป็นแบบที่เป็นมาตลอดทั้งชีวิต .....
+
ไม่เคยหมดศรัทธา กับตัวเอง เพราะคิดมาตลอดว่าไม่เคยทำร้ายใคร
ไม่เคยเกลียดตัวเอง เพราะไม่เคยทำให้ใครต้องร้องไห้
ไม่เคยโทษว่าตัวเองผิด เพราะไม่เคยโทษว่าใครผิด .....
แต่เราอาจจะคิดอะไรผิดไป ....
หรือว่าแท้ที่จริง ... เรามันไม่ดีเอาเสียเลย ....
ใครสักคน เคยบอกว่า "เรารู้ว่าเธอรักเรา"
และใครคนนั้นก็บอกว่า "แน่ใจเหรอ .. ว่าเธอรักเรา ...."
+
ไม่เคยทำร้ายใคร อาจจะคิดผิดไป
เมื่อใครสักคนต้องเสียน้ำตาอยู่ตลอดเวลา ต้องโมโหตลอดเวลา ต้องเสียใจน้อยใจอยู่ตลอดเวลา
และต้นเหตุทั้งหมดนั้น มาจากตัวเราเอง
ทำร้ายคนอื่น อาจทำได้ด้วยไม่ต้องรู้สึกอะไร
แต่ทำร้ายคนที่ตัวเราเองรัก .. มันก็เหมือนเราเจ็บไปด้วย
เมื่อใครคนนั้นร้องไห้ ก็รู้สึกเหมือนอยากจะร้องตาม
เมื่อใครคนนั้นโมโห ก็รู้สึกเหมือนตัวเองแย่ ที่ทำเรื่องให้ต้องหงุดหงิด ทำให้ต้องอารมณ์เสีย
เมื่อใครคนนั้นเจ็บปวด ก็รู้สึกหายใจไม่ออก เมื่อคิดว่าทำอะไรลงไป .. ทำอะไรให้ต้องเจ็บปวดถึงเพียงนี้
รู้สึกหมดศรัทธาในความเป็นตัวของตัวเอง
ตัวเองที่ไม่เคยทำร้ายใคร ... ตัวเองที่คิดว่าดีที่สุดมาตลอด
บางทีอาจไม่มีอะไรดีเลย บรรจุไว้แต่การทำร้าย
บางทีอาจเป็นคนที่ไม่เอาไหนเลย ....
บางทีอาจเป็นแค่คนเห็นแก่ตัวสักคน ที่มีความสุขอยู่กับการทำอะไรให้ตัวเองพอใจไปวันๆ
ทำงานที่ตัวเองรักอย่างมีความสุข โดยทิ้งคนอื่นๆไว้เบื้องหลัง พร้อมกับคิดเอาเองว่าคนเหล่านั้นจะเข้าใจ
หวังให้คนอื่น เข้าใจตัวเองอยู่ฝ่ายเดียว และละเลยความต้องการที่คนอื่นคาดหวังกับตัวเองไว้ออกไป
ไม่เคยสนใจว่าคนอื่นต้องการอะไร
ไม่เคยแก้ไข ในสิ่งที่ให้ไม่ได้ ... เอาแต่คิดว่าคนอื่นสิที่ต้องเข้าใจ
โดยที่ตัวเองยืนอยู่ที่เดิม และให้คนอื่นหมุนตาม .....
เอาแต่คิดว่า ถ้ารักต้องเข้าใจ
ทั้งที่ตัวเราเองต่างหากที่เอาแต่รัก ... โดยที่ไม่เคยเข้าใจ ...
ใครสักคน เคยบอกว่า "ให้แค่ไหนเราก็เอาแค่นั้น ...แค่นี้ก็ดีมากพอแล้ว"
และใครคนนั้นก็บอกว่า "เราอยากได้มากกว่านี้ ..."
+
ถ้าพูดว่า "ขอโทษ" คงถามว่า "ขอโทษทำไม เธอไม่ได้ผิด"
แต่ไม่มีคำไหน แทนคำนี้ได้...
ในโลกนี้มีความผิดนับร้อยนับพันที่มากมายเกินกว่าจะใช้คำว่าขอโทษเพียงคำเดียว ..
แต่ในโลกนี้ไม่มีคำไหนที่จะแทนสิ่งเหล่านั้นได้ นอกจากคำๆนี้เท่านั้น ....
มันอาจจะแทนอะไรทั้งหมดไม่ได้
แต่เป็นเพียงคำเดียว ... ที่พูดออกไปได้ ....
เมื่อมองย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่มีความสุขมากที่สุด ยิ้มกว้างมากที่สุด
กลับรู้สึกว่าน้ำตาในตอนนี้คือสิ่งแปลกปลอม มาจากไหน มาได้อย่างไร
เมื่อวานคืออดีต หรือไม่ใช่
น้ำตาในตอนนี้ใช่ไหม ... คือปัจจุบัน ....
+
เรามันคนไม่ดี ... คนที่มองเห็นแต่ด้านของตัวเอง
คนที่ทำอะไรตามใจตัวเอง แล้วตีความทึกทักเอาเองว่ามันดีที่สุดแล้ว
คนที่ทำอะไรเยอะแยะเสมอ มองเห็นรอยยิ้มคนอื่นอย่างมีความสุขเสมอ
ยกเว้นรอยยิ้มของคนที่แคร์มากกว่าใครๆ ....
ถ้าทำได้ คงบอกว่าจะทิ้งทุกอย่าง จะทำเพื่อเธอเท่านั้น
แต่โลกของความเป็นจริงมันยากกว่านั้นไม่รู้กี่เท่า
เพราะเราเป็นผู้ใหญ่ เป็นคนใจเย็น เป็นแบบนี้มาตลอด
เป็นคนที่ไม่เคยเลือกอะไรเพื่อตัวเองมาตลอด
มันยาก ..... ต่างคนต่างรู้ ..
มันยากมากๆเลย ใช่ไหมล่ะ ....
ไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องโมโห ไม่ต้องเสียใจ
เราจะไม่อยู่ทำให้เธอรู้สึกแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว ..
กลับไปยิ้มเถอะ เราขอร้อง ....
กลับไปยิ้มในที่ของเธอเถอะ ที่ที่ไม่มีเรา ... ไม่มีคนเห็นแก่ตัวแบบเรา ..
*ยิ้ม*
+
SHINee
ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองย่ำแย่ ถึงขั้นที่ง่วงนอนมากๆก็ยังนั่งร้องไห้ได้
ทั้งที่ก่อนหน้านั้น นั่งกินข้าวไป หัวแทบลงไปอยู่ในจานข้าว - -
แต่พอร้องไห้ กลับรู้สึกเหมือนตาสว่าง เหมือนโลกมันมืดลง แต่มีแค่ตัวเราที่รับรู้ว่าตัวเองยังหายใจ ยังมีชีวิตอยู่
บางคร้ง น้ำตาก็เป็นเครื่องหมายที่แสดงให้รู้ว่าเรายังมีความรู้สึก....
เคยเกลียดการร้องไห้ เคยตั้งใจจะไม่ใช้มันพร่ำเพรื่อ เคยคิดมาตลอดว่าตัวเองร้องไห้แค่ตอนโมโหไม่ได้ดั่งใจ
เพราะไม่เคยเสียใจอะไร จนต้องร้องไห้ออกมา
จนมารู้ มารู้ทีหลังว่าไม่ใช่
เจ็บปวดมากๆก็ร้องไห้ได้ ...
เพราะไม่เคยเจอ จึงไม่เคยรู้ เพราะไม่เคยเสียใจมากถึงเท่านี้ จึงไม่เคยรู้
ว่าคนเราจะร้องไห้ ให้กับเรื่องต่างๆได้มากถึงเพียงนี้
ปีนี้ร้องไห้รวมกัน .. คงมากกว่า 20 ปีที่อยู่มาทั้งชีวิต
อยู่ๆไนท์ที่นั่งอยู่ข้างๆบนเตียงก็เขย่าๆไหล่ แล้วหยิบมือถือขึ้นมา
ก่อนจะกดเปิดเพลงที่ค้างไว้ตั้งแต่ก่อนคุยโทรศัพท์ขึ้นมา ...
เสียงแหลมๆ เป็นเอกลักษณ์ของจงฮยอนดังขึ้นในความเงียบที่ผ่านมาเกือบครึ่งชั่วโมง ตามด้วยเสียง ดิ้งๆๆๆ ที่ฟังซ้ำๆมาหลายวันจนขึ้นใจ
ก่อนจะตามมาด้วยเสียงคีย์ ... คำว่า Butterfly .....
+
เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีโรคชนิดหนึ่ง ระบาดในกลุ่มวัยรุ่นญี่ปุ่น โรคนี้ทำกันเป็นแฟชั่น เป็นโรคทางจิตวิทยาที่ติดกันอย่างรวดเร็ว
เด็กๆวัยรุ่นที่ติดโรคนี้ จะหมกหมุ่นอยู่กับตัวเอง ไม่สนใจใคร มองเห็นแต่ตัวเอง คิดว่าคนรอบข้างรังเกียจ หนักเข้าก็ขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง ไม่ให้ใครพบหน้าแม้แต่พ่อแม่ตัวเอง จมอยู่กับความทุกข์และกำแพงที่ตัวเองสร้างขึ้น
ห้องห้องนั้น เปรียบเสมือนเกราะ ที่ป้องกันตัวเองออกจากคนอื่น ห้องที่คนทั่วไปมองว่าเป็นกล่องขังพวกเค้าอยู่
จำได้ว่าปีนั้น วัยรุ่นญี่ปุ่นเป็นกันอยู่ค่อนประเทศ ..... เป็นโรคที่ดูแล้วชวนหดหู่ ...
จำได้ว่ารู้สึกโรคนี้ครั้งแรกจากการอ่านการ์ตูน แล้วนั่งแปลกใจว่ามีด้วยเหรอ มีจริงๆเหรอ แต่สำหรับประเทศที่มีแม้แต่รับจ้างฆ่าตามเว็บไซต์ ก็คงจะไม่น่าแปลกใจนัก ... จนรายการโทรทัศน์ที่นั่งดูที่บ้านวันหนึ่ง เป็นรายการที่เสนอเรื่องราวของโรคนี้ ไปเยี่ยมตามบ้านข้องเด็กๆที่เป็นโรค สัมภาษณ์พ่อแม่ และบุคคลที่เคยเป็นโรคนี้ ก่อนจะหลุดพ้นมันออกมาได้
พิธีกรตามไปสัมภาษณ์ เด็กผู้หญิงวัยรุ่นอายุ 18 คนนึง ก่อนจะถามถึงเหตุผล ที่ทำให้เธอหายจากโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรงนั้นได้ เธอยิ้มก่อนจะตอบว่า
"เพราะวง Lucifer ค่ะ"
+
Lucifer
เธอเล่าว่าตอนที่เธอขังตัวเองอยู่ในห้อง และกำลังนอนคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ก่นด่าโชคชะตาของตัวเอง ทั้งเกรดที่ได้ต่ำจนถูกคุณพ่อดุ เพื่อนๆที่ไม่มีใครอยากคบ แฟนหนุ่มที่ทิ้งไปมีคนอื่น ตอนนั้นเธออยู่ในโลกที่มีแต่ตัวเธอเอง
นับเป็นเวลากว่าสองเดือนแล้ว ที่เธอไม่เคยออกจากห้อง และจะเปิดประตูเฉพาะเวลาที่แม่ยกข้าวมาให้ แต่ก็แค่เพียงแวบเดียวก็จะปิดมันลง
จนกระทั่ง เธอได้ยินเพลงเพลงหนึ่งซึ่งดังมาจากข้างนอก ... เดาได้ว่าน้องชายอายุไล่เลี่ยกันเป็นเปิด เพลงที่เธอได้ยิน มาถึงท่อนใกล้จบ ซึ่งมีใจความว่า
"เพียงแค่เธอไม่ลืม .. ว่าเธอมีศรัทธา"
วันนั้นเป็นวันที่เธอตัดสินใจเปิดประตูห้องออกมา ......
+
บางครั้งศิลปินคือแรงจุดฝัน และแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ และมีอิทธิพลมากมายกับชีวิต ได้อย่างที่คาดไม่ถึง
.
.
ไม่เคยรู้ว่าตัวเองอ่อนแอได้แค่ไหน เพราะไม่เคยปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอ
ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ ด้วยเหตุผลที่ว่าแค่เสียใจ
แต่เมื่อถึงวันนี้ วันที่ห้ามยังไงก็ต้องร้องไห้
รู้สึกไม่ต้องใช้ความพยายาม แต่ทรมานมากจนหายใจไม่ออก และต้องนั่งเงียบๆเพื่อไม่ให้ตายไปเสียก่อน
เสียงเพลงของ SHINee ดังอยู่อย่างนั้น พร้อมกับที่ค่อยๆร้องไห้หนักขึ้น
ไม่ใช่เพราะเสียใจ ไม่ใช่เพราะเจ็บปวด
แต่ว่าเพราะรักมาก ...
เมื่อนั้นรู้สึกว่าเหมือนความเจ็บปวดนั้นมันเบาลง จางลง เมื่อนึกถึงหน้าเด็กๆ นึกถึงหน้าคิมคีย์ที่เรารัก นึกถึงหน้ามินโฮที่เรารัก นึกถึงชายนี่ที่เรารัก
ไม่ว่ายังไง เราก็รัก ....
ไม่ว่าพรุ่งนี้ วันนี้ วันไหนๆ ... ชายนี่ก็ยังอยู่กับเรา ไม่จำเป็นต้องเจ็บปวดอะไรอีกแล้ว
เพราะชายนี่สำคัญสำหรับเราเสมอ
ไม่เคยคิดว่าจะรักได้เพียงนั้น แต่เมื่อมาถึงวันที่เจ็บปวดมากๆถึงได้รู้
ว่ารัก .. รักมากกว่าที่เคยคิดมาตลอด
SHINee เด็กน้อยทั้งห้าคน .. คนที่เรารักที่สุด
ขอบคุณ ...
+
ไม่เป็นไรแล้ว ....
ไม่เป็นไรแล้ว ...
ไม่เป็นไรแล้ว .........
+
ฉันรัก SHINee ....
ปล. ช่วงนี้งานเยอะจริงๆ ..... เหนื่อย ...
I want you back - Secret
------------------------------------------------------
*
About me & Blog 

![SFL[SHINee FicLands]](http://img338.imageshack.us/img338/2804/banerrr.gif)










#1 By petch h <3 (125.25.86.100) on 2009-10-19 06:54